Diary

แล้วเราก็เดินทางต่อครับ โดยการเดินทางครั้งสุดท้ายของเราจะไปนิวยอร์กและฟิลาเดเฟียกัน
 
In flight Wifi
 
ไฟลท์ในประเทศบนเครื่องบินมี Wifi ด้วยนะ แต่ไม่ฟรีอ่ะ Frown
 
ผมกับครอบครัวอยู่ทีฟลอริด้ากัน 2 วันครับกับเพื่อนของพ่อ ซึ่งช่วงที่เราอยู่นั้นไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจขอข้ามไปครับ
 
ไปต่อที่ NY กันดีกว่าครับ Cool
 
Main Street
 
ถนน Main Street ครับ
 
จริงๆเราไม่ได้มีะูระอะไรที่ NYC เท่าไหร่ เพราะจุดหมายหลักของเราอยู่ที่เมืองฟิลาเดเฟียครับ
เมื่อพูดถึงฟิลาเดเฟีย คุณผู้อ่านจะนึกถึงอะไร ใช่ครีมชีสป่าว Laughing
 
ไม่ครับ เราไม่ได้ไปชิมหรือเที่ยวโรงงานครีมชีส (น่าเสียดายโนะFrown)
 
จุดหมายหลักของเราคือสถานที่ประวัติศาสตร์อย่าง Liberty Bell ครับ
 
การเดินทางต่อหลังจากที่เราถึง NY คือต้องขึ้นรถไฟด่วนไปยังเมืองฟิลาเดเฟียที่รัฐเพ็นซิลวาเนีย
 
 
ข้างในค่อนข้างดูดีเลยละครับ Surprised
 
Wifi on train
 
และมี Wifi ฟรีด้วยนะ ใครบอกว่า Wifi บนระบบขนส่งมันเป็นไปไม่ได้ แหกตาดูโลกด้วยนะครับ Kiss
 
จากนิวยอร์กมาถึงฟิลาเดเฟียใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะต้องหยุดพักที่เมืองในรัฐระหว่างทาง (New Jersey) นิดหน่อยครับ
 
แล้วเราก็มาถึงสถานี 30th Street ในเมืองฟิลาเดเฟียครับ
 
30 th street Station
 
Liberty Bell ที่เราจะไปดูกันนี้เป็นสัญลักษณ์หนึ่งในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอเมริกาครับ โดยมีวันชาติคือวันที่ 4 กรกฎาคม (เมื่อวานนี้)
 
Liberty Bell
 
ถ่ายติดลุงอยู่ไกลๆ เอ่อ Foot in mouth
 
พิพิฒภัณฑ์ที่นั่นเป็นแบบเปิดครับ โดยรับเงินบริจาค
 
 
รูปปั้นของจอร์จ วอชิงตัน ผู้นำการปฏิวัติอเมริกา
 
George Washington monument
 
และภายหลังจากได้เอกราชจากอังกฤษ ก็ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ
 
แถวๆนั้นมีสวนสาธารณะด้วยละครับ ซึ่งช่วงที่ผมไปเป็นฤดูใบไม่ผลิพอดี เลยถ่ายรูปมาบ้างครับ
 
Flower tree
 
ดอกไม้สีขาวทั้งต้น
 
Bird
 
นก ที่ดูเหมือนนกเอี้ยงบ้านเราเนอะ Embarassed
 
Squirrel
 
น้องกระรอก หันมามองผมด้วยละ
และในวันต่อมาเราก็ได้เดินทางกลับไทยครับ เฮ!
 
.....
....
...
..
.
 
บรรทัดหลังจากนี้ ไม่ต้องอ่านก็ได้ครับเพราะอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมด
 
เมื่อ 3 วันก่อน แม่ผมได้เมล์จากญาตที่ฟลอริด้า ว่าหมาที่เขาเลี้ยงไว้ตายแล้ว
 
RIP Rocky
 
หมาตัวนี้ชื่อ Rocky ครับ เป็นหมาที่คึกมากเมื่อผมไปเจอมันครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน (ต่อนไป NY ครั้งโน้นยังแวะไปหาและเขียนลงบล๊อก แต่ไม่ได้ลงรูปมัน)
 
ครั้งล่าสุด (ครั้งนี้นี่แหล่ะ) ที่ผมไปหามัน มันไม่ค่อยคึกเหมือนเดิม แต่ผมก็ยังชอบมันอยู่ คือมันเป็นหมาที่ Friendly ดีมากๆ
 
ในบางครั้งที่ผมกับน้องอยู่เฝ้าบ้านกับมัน (เพราะไม่อยากไปช๊อปปิ้ง) มันก็คอยมานั่งกับผม กับน้อง น้องผมชอบมันมาก ในวันที่ผมออกจาก Tampa ไป NYC น้องผมร้องไห้เลยละ (ถึงจะมารู้ทีหลังว่าแม่ดูวันผิดก็เถอะ Frown)
 
ญาติบอกว่าร๊อกกี้ชักเพราะเกิดโรคหัวใจ ซึ่งนี่เป็นอาการปกติขิงมัน แต่วันนั้นเขาช่วยมันไม้ไม่สำเร็จครับ ประกอบกับขนาดที่ใหญ่ หนัก และมันก็อายุมากแล้วด้วย Tongue out
 
ถึงจะเป็นเวลาสั้นๆของผมกับมั้น ผมก็เข้าใจความรู้สึกของญาติดี เพราะเมื่อต้นปรก่อนผมก็ทำหมาหายไปเหมือนกัน จนเลิกหาแล้ว
 
สุดท้ายก็อยากจะบอกว่า ถ้าร๊อกกี้ได้ไปเกิดใหม่ ขอให้ได้เกิดมาใช้ชาติที่ดีกว่านี้นะครับ
สวัสดีครับ หายไปนานเลย จนจำได้รางๆว่าผมไปเที่ยวเมื่อสองเดือนก่อนนี่เนอะ Foot in mouth เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาต่อกันเลยครับ
วันนี้เป็นวันที่ 4 เรากำลังจะเดินทางเข้ารัฐ Arizona
 
เกร็ด: รัฐ Arizona เป็นรัฐเดียวในอเมริกาที่ไม่มีการใช้ระบบ DST ครับ ระบบหมุนเวลาถอยหลังเมื่อเข้าหน้าหนาวและปรับกลับมาที่เดิมตอนหน้าร้อน
 
 
แต่ก่อนที่เราจะไปยังกรุง Phoenix เราจะผ่าน Hoover Dam เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดใน US และ Grand Canyon ครับ Cool
Arizona pole. 
 
เห็นแดดมั้ยครับ ไม่ร้อมากครับ เพราะอากาศมันแห้ง จริงๆการที่อากาศร้อนแห้งๆแบบนี้มีผลเสียกับร่างกายคือเราจะไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะเหงื่ออกครับ ดังนั้นเราจะไม่รู้อุณหภูมิในร่างกายเราเลย ต้องระวังดีๆครับ
 
ถึงแล้ว Hoover Dam!
 
Hoover Dam 1
 
น้ำใสมากๆ
 
Hoover dam water.
 
มองดีๆจะเห็นปลาด้วยนะ Embarassed
 
เรามีเวลากับเขื่อนฮูเวอร์ประมาณครึ่งชั่วโมงครับ เพราะต่อไปเราจะเดินทางไกลไปยัง Grand Canyon ต่อ
 
Grand canyon
 
Grand Canyon เกิดขึ้นจากคูน้ำเล็กๆที่กัดเซาะร่องหินครับ ซึ่งผมเคยอ่านในหนังสือว่าภายในหินพวกนี้บางทีจะมีฟอสซิลอยู่ด้วย
 
ที่แกรนด์แคนยอนยังคงมีอินเดียนแดงอยู่ครับ นั่นคือเผ่า Havasupai ครับ ซึ่งนอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว บริเวณนี้ยังเป็นเขตสงวนอินเดียนแดงด้วยครับ
 
ซึ่งทางเข้าที่นี่นั้นเดินทางมาลำบากมาก เพราะถนนยังเป็นลูกรังอยู่ แต่มันไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะใน Arizona โอกาสที่ฝนตกนั้นน้อยมากครับ
 
คนอ่าน: แล้วถ้าน้ำน้อยกับเป็นทะเลทรายหมดแบบนี้ แล้วจะเอาน้ำใช้จากไหนอ่ะLaughing
Rat: เขาเอาน้ำจากแม่น้ำ Colorado ครับ
 
ใน Arizona ภูมิประเทศเป็นทะเลทรายครับ ข้างทางก็จะมีแต่ทะเลทราย ให้ลองนึกภาพว่ามีถนนอยู่ 1 เส้น 2 เลน แต่รถวิ่งอยู่คันเดียว กว่าจะมีรถสวนมาซักคันก็รอเป็นชั่วโมงแหล่ะครับ
คนอ่าน: งั้นเราก็แว้นได้เต็มที่สิ
Rat: ไม่ได้ครับ Sheriff ที่นี่โหดมาก เพราะเขาใช้ดาวเทียมจับความเร็วเราครับ Tongue out
 
เราใช้เวลาเดินทางจาก Vegas เข้า Phoenix ในวันเดียวไม่ได้ วันนั้นเราจึงค้างที่โรงแรมใน Kingman ครับ และต่อไปนี้ผมจะเล่าเรื่อง Route 66 ให้ฟัง
 
*โปรดนึกฉากเล่านิทานก่อนนอน*
  
ทางที่พวกเราเดินทางผ่านกันมาเรียกว่า Route 66 เป็นทางหลวงในตำนานของประเทศนี้ครับ ซึ่งถ้าหากันบรน Google Map เราจะไม่เห็นถนนเส้นนี้ เพราะถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นเก่ามาก (แต่ยังวิ่งได้ดีอยู่นะ)
 
ที่โรงแรมจะเห็นพวกดารายุค 60-70 หลายๆคนมาถ่ายรูปกันครับ เพราะถนนเส้นนนี้เป็นไฮเวย์แรกๆที่วิ่งจากตะวันออกสุดไปยังตะวันตกสุดของประเทศนี้ แต่ถูกยกเลิกไปในปี 1985 ให้กลายเป็นถนนในเมืองแทน คือเป็นถนนใหญ่ผ่านเมืองเหมือนเขตเทศบาลในจังหวัดไกลๆน่ะครับเมื่อเทียบกับไทย
 
เอาล่ะ ฝันดี ไปนอนนะครับ
 
เมื่อตื่นมา เราทั้งหมดจะต้องเขาเมืองหลวงของรัฐนี้คือเมือง Phoenix ให้ได้
 
ใช่เวลาจาก Kingman มาไม่นานก็ถึง เราถึงบ้านของเพื่อนของเพื่อนแม่ผมในเวลาสายๆครับ
 
 
นั่นแน่ มีสัญลักษณ์บางอย่างบอกว่าเราอยู่บ้านคนไทยครับ อิอิ เห็นขันนั้นมั้ย Wink
 
ในแอริโซน่า แทบจะไม่มีต้นไม้เลย ต้นไม้ที่เห็นบ่อยๆก็คือต้นกระบองเพชรครับ
 
Cactus
 
สองต้นนี้อยู่หน้าบ้า่นคุณน้าครับ หนามแหลมมาก
 
ครอบครัวผมใช้เวลาที่ Phoenix ประมาณ 2 วันครับ หลังจากนี้ก้เป็นเวลาช๊อปปิ้งของแม่ผม ส่วนผมกับน้องคนเล็กก็นั่งเป็นเด็กติดเกมที่บ้านคุณน้านั่นแหล่ะครับ แบบว่าข้างนอกมันร้อนอ่ะ บ้านที่นี่เปิดแอร์ 24 ชม. ครับ จะออกไปให้แดดเผาทำไมลาะ โว๊ะ!!
 
เอาละครับ ตอนต่อไปผมกับครอบครัวจะไปหาเพื่อนพ่อผมที่ Florida เดินทางสู่เมืองสุดป๊อปอย่าง New York และไปอ่านประวัติศาสตร์การประกาศเอกราชของอเมริกาที่ Philadelphia ครับ ติดตามชมให้ดี!
สวัสดีครับ เมื่อเอ็นทรีก่อน (ทิ้งระยะไว้นานมาก) ที่เขียนไว้ วันนี้เรามาต่อกันกับช่วงที่สองครับ
 
ในช่วงที่สอง เราจะเดินทางจาก LA ไปยัง Vegas ครับCool
 
Driving
 
ก่อนจะถึงเวกัส พื้นที่ข้างทางก็จะเริ่มมีพื้นที่สีเขียวน้อยลงเรื่อยๆ เพราะภูมิประเทศจะเริ่มเป็นทะเลทรายครับ
 
แต่ก่อนหน้าืที่เราจะไปเวกัส เราจะแวะเมื่องเมืองนึงก่อนครับ เมื่องนั้นถูกเรียกว่าเป็นโบราณสถาน
 
นั่นคือเมือง Calico ครับ
 
Calico Ghost town
 
คนอ่าน: เอ๊ะ! แล้ว Ghost Town นี่มันหมายถึงอะไรล่ะ Laughing
Rat: เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ
 
เมือง Calico เป็นเมืองร้าง (Ghost Town) ซึ่งเมืองนี้เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน เป็นเมืองที่รุ่งเรืองของนักขุดทอง เนื่องจากมีสินแร่อยู่ในภูเขาบริเวณใกล้ๆนี้เต็มไปหมด
 
เมื่อหมดยุคตื่นทอง ชาวเมืองไม่สามารถขุดพบเจอแร่มีค่าได้จากที่นี่ ประกอบกับเมืองนี้ที่อยู่กลางทะเลทรายด้วย จึงทำให้เมื่องนี้เริ่มทำมาค้าไม่ขึ้น และคนก็ทยอยย้ายออกจากเมืองนี้ครับ โดยในปี 2002 มีประชากรอยู่ในเมืองนี้ 8 คนเท่านั้น (หลอนมั้ยล่ะ บรึ๋ย! Undecided)
 
แต่ทว่าในปัจจุบัน รัฐบาลก็ช่วยเหลือโดยการบูรณะเมืองนี้ให้เป็นโบราณสถานแหล่งท่องเที่ยวครับ
 
Calico Town
 
บรรยากาศเลยออกแนวหนังคาวบอย โดยถ้าเรามองไปรอบๆเมืองนี้อาจจะเห็นอุปกรณ์ขุดเหมืองเก่าๆ และโพรงตามภูเขาครับ Cool
 
เอาล่ะ และเราก็เดินทางต่อ ซึ่งระหว่างทาง ผมก็เจอถนนชื่อแปลกๆข้างทาง
 
Confusing Road name
 
ใครอ่านออกเม้นมาบอกด้วยนะ Foot in mouth
 
เมื่อเรามาถึงเวกัส สิ่งแรกที่ทำคือไปเล่นคา่สิโน  *เดี๋ยวๆ! ใช่ที่ไหนแก เราไปดูน้ำพุเต้นรำกันตังหาก* เสียงจากกิลเบอร์ต (ลืมกันยัง?) กายทิพย์
 
 
อะแฮ่ม! ใช่ครับ ที่เวกัสนี่เป็นเมืองที่ป๊ิอปมาก แสงสีเสียงตะการตาไปหมด
 
 
 
โรงแรมปารีส
 
และที่สำคัญที่สุดคือที่เวกัสกลางคืนรถติดมาก! โขวโบก
 
Vegas traffic
 
รถติดเฉพาะกลางคืนนะ แต่ถ้าเป็นกลางวันนี่รถไม่ค่อยมีเลย เพราะคนไปนอนกันหมดครับ
 
เอาละครับ เป็นยังไงกันบ้าง การเดินทางของผมยังไม่จบแค่นี้ นี่เราเพิ่งอยู่รีฐ Nevada เพราะต่อไปเราจะเดินทางในทะเลทรายทรหดใน Atizona เพื่ิไป Grand Canyon ต่อครับ ติดตามชมให้ดี Smile
สวัสดีครับทุกคน หายหน้าหายตาไปนานเลย พอดีว่าผมเพิ่งได้หยุดยาวจริงๆก็หลังสงกรานต์เลย เลยอาศัยช่วงนี้ไปเที่ยวกับครอบครัวครับ (ดีออก ไปไหนมาไหนคนก็น้อย)
 
เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อสองอาทิตย์ก่อนช่วงสิ้นเดือนเมษายน เป็นเวลาเดินทางครับ โดยทริปนี้เราจะเริ่มต้นที่ LA ครับ ตามแผนที่นี้
 
USA Trip map
 
แผนที่นี่คือผมไปค้างที่ไหนบ้างอะนะ เอาล่ะเรามาเริ่มเลยดีกว่า
 
แรกสุด ผมก็ต้องจัดกระเป๋าก่อน
 
Packing
 
กระเป๋าใบนี้เรียกได้ว่าเป็นคู่หูการเดินทางของผมเลย เพราะผมใช้มันตั้งแต่ไปแคว้นเวลส์คราวโน้น น้องเอาไปนิวซีแลนด์ ผมเอาไปแคนาดา จนตอนนี้ก็ถึงคราวที่มันต้องเดินทางครั้งสุดท้าย (ไม่แตกบนเครื่องก็บุญแล้ว Foot in mouth) จนผมต้องเอามันไปทิ้งที่ NYC เลยทีเดียว (ดีออก ทิ้งในเมืองระดับโลกนะเออ Cry)
 
เมื่อจัดกระเป๋าแล้วก็แหกขี้ตานั่งรถไปสุวรรณภูมิตอนตีห้า เพื่อ Check In เพราะผมซื้อตั๋วออนไลน์
 
คืออยากจะบอกว่า มันน่าจะหมดยุคไปซื้อตั๋วเครื่องบินที่หลามบินฯ แล้วอะนะ เพราะซื้อออนไลน์ทั้งถูกกว่า เลือกที่นั่งได้ผ่านเน็ต แถมง่ายกว่าเยอะเลยครับ
 
เที่ยวบินนี้เราจะไปลงที่ฮ่องกงกันก่อน แล้วผมก็เจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันตอนสแกนของขึ้นเครื่อง
 
Cosmetic Bag
 
นี่กระเป๋าเครื่องสำอางแม่ผมเอง ที่มีปัญหาคือกระเป๋าซ้อนกันสองใบ และมีอะไรบางอย่างคล้ายของมีคมอยู่ในนั้น (กรรไกรดัดขนตาเนี่ยนะ??)
 
ตอนที่ตรวจ ผมออกมาคนสุดท้าย ก็เลยอำแม่ไปว่าตรวจเจออุปกรร์ก่ออาชญากรรม เป็นอุปกรณ์อำพรางใบหน้า และยาเสพติด ที่แม่ติดมาหลายสิบปี
 
ได้ผลครับ แม่หน้าซีดเลย อีแรทซิเคิลโดนแม่ตบหัว 1 ที โทษฐานกวนตีนและทำให้แม่ตกใจ แง๊! Tongue out
 
ที่เราต้องไปลงฮ่องกงกันก่อน เพราะคราวนี้ใช้บริการของสายการบิน Cathay Pacific (ที่มีข่าวเรื่องดักสาดกาแฟบนเครื่องนั่นแหล่ะ Frown)
 
อะแฮ่ม! เมื่อกี้ล้อเล่นนะครับ อย่าเพิ่งเอากาแฟสาดผมล่ะ Undecided
 
เมื่อถึงฮ่องกง หลังจากที่ทนBaby Passenger สามชั่วโมงเต็ม (พวกแอร์บอกว่าเป็นผู้โดยสารน่าสะพรึงกลัวระดับ 1) ก็ไม่อารมณ์กินอะไรบนเครื่อง มาถึงฮ่องกง ก็เลยกินเจ้านี่กัน
 
HK Tonkatsu
 
คนอ่าน: มากินหมูชุบแป้งทอดที่ฮ่องกงเนี่ยนะ? ไม่มีร้านฟูจิแถวบ้านแกรึไง!?
Rat: แหม่! ก็อาหารจีนมันมีแต่อาหารทะเลนี่ ยาแก้แพ้เขาก็ไม่ให้เอาขึ้นเครื่องเยอะๆง่ะ Tongue out
 
เนื่องจากครอบครัวและผมต้องรอ 5 ชั่วโมงเต็มๆ นี่ถือว่าน้อยมากเมื่อเที่ยวกับตอนไปแวนคูเวอร์ เพราะที่นั่นผมรอที่ไต้หวัน 8 ชม. กว่าๆ
 
Fly over LA
 
นี่ถ่ายจากบนเครื่องครับ
 
จากฮ่องกงไปถึง LA (อย่าเติม OS ด้านหลัง) ใช้เวลา 20 ชั่วโมงกว่าๆครับ หลังจากพะอืดพะอมกันเต็มที่แล้ว เราก็ลงที่สนามบิน LAX เพื่อเข้าเมืองไปหาญาติของเพื่อนแม่ผมครับ
 
 
 
เมื่อพูดถึง California ทุกคนจะนึกถึงอะไร แน่นอนครับ มันต้องเป็น "ส้มแคลิฟอร์เนีย" ที่หลังบ้านน้าเขาก็ปลูกไว้ครับ เหมือนคนไทยปลูกมะม่วงหลังบ้านนั่นแหล่ะครับ Cool
 
orange 
 
ส้มลูกเท่าจานเลยSealed
 
เมื่อนอนค้าง 1 คืนแล้ว ที่ต่อไปที่เราจะไปกันก็คือ Universal Studios Hollywood นั่นเอง
 
Universal studios high view
 
มองจากมุมสูง สวยใช้ได้เลยละ
 
Universal flower garden
 
ในสวนสนุกมีสวนดอกไม้สวยๆด้วยละ โชคดีมาช่วง Spring
 
สำหรับใครที่ไม่อยากมาไกลถึง Hollywood อยากจะบอกว่าที่สิงคโปร์ก็มีเหมือนกันครับ (เคยเขียนในเอ้นทรีเก่าไปแล้ว หาดูนะครับ) แต่อาจจะเล็กกว่านิดหน่อย แต่ถ้าหมายถึงเครื่องเล่นล่ะก็ หลักก็มีเมืองกับที่นี่ครับ Cool 
 
นอกจากนี้ตอนเย็น (ดวงอาทิตย์ตกสองทุ่ม) เราก็ไปเดิน Hollywood Street กันต่อ ที่ๆมีมือกับรอยเท้าของนักแสดงดังๆนั่นแหล่ะครับ
 
 
Hollywood
 
ซูมมาใกล้สุดได้แค่นี้ อยากได้มากกว่านี้คงต้องพกข้าวหลามไป *หลบแฟนกล้อง*
 
นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก่อนจบเอ็นทรีตอนนี้ขอฝากรูปดอกไม้สวยๆจากสวนของบ้านคุณน้าครับ
 
Rose in Rosemead
 
ดอกกุหลาบใหญ่เท่าฝ่ามือเลย Wink
 
 
ดอกเฟื่องฟ้าก็มีนะ Embarassed
 
เอาละครับ เอ็นทรีต่อไป จะเป็นเรื่องของการเดินทางไปยังเมืองคาสิโนอย่าง Vegas ไปหาอินเดียนแดงที่ Grand Canyon และเดินทางข้ามทะเลทรายสุดทรหดใน Arizona ติดตามกันนะครับ Surprised